 |
เมื่อทารกผู้ได้นามว่า "ตรึก" นี้เจริญวัยขึ้น
ในฐานะเด็กน้อย
เรือนร่างแบบบางผิวพรรณละเอียดอ่อนเปล่งปลั่งเป็นน้ำเป็นนวล
อันเป็นลักษณะที่บ่งบอกว่าเป็นผู้มีบุญวาสนาสูง เมื่อวัยถึงขั้นสมควร
เล่าเรียนหนังสือก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนในพระนคร ต่อมาจึงเข้าเรียน
ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนนี้จนสอบได้ชั้นสูงสุด
นาย "ตรึก" มีความปรารถนาที่จะเรียนเป็นนายแพทย์ต่อไป
เพื่อ
อนาคตข้างหน้าจะได้ช่วยเพื่อนมนุษย์ทางเจ็บไข้ได้ป่วยแต่ท่านบิดา
ซึ่งเป็นนายอำเภอนักปกครองต้องการให้บุตรชายเป็นนักปกครอง
เจริญรอยตามบิดา นาย "ตรึก" เป็นเด็กว่านอนสอนง่ายและมีจิตใจ
สูงด้วยความเคารพต่อผู้มีอุปการคุณ จึงต้องทำตามความประสงค์
ของบิดา นายตรึกจึงเข้าศึกษาต่อวิชารัฐศาสตร์ที่โรงเรียนกฏหมาย
ซึ่งสมัยนี้ยังรวมอยู่กับจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย นายตรึกเป็นผู้มี
สติปัญญาเฉลียวฉลาดสามารถเรียกสำเร็จรัฐศาสตร์เป็นรุ่นแรก
ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับท่านเจ้าคุณสุนทรพิพิธ
|
|
เมื่อนายตรึกได้เรียกสำเร็จรัฐศาสตร์แล้วก็หาได้ไปเป็นนายอำเภอ
และเจ้าเมืองสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตามเจตนารมณ์ของท่านบิดา
เพราะในระหว่างศึกษาวิชารัฐศาสตร์อยู่นั้น เป็นรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้มีงานเลี้ยงเป็นพิธีในพระบรม
มหาราชวัง เป็นงานใหญ่ที่จำนวนมหาดเล็กเด็กชายมีไม่พอ
สำหรับ
ตำแหน่งพนักงานเดินโต๊ะและรับใช้อื่นๆ นักเรียนรัฐศาสตร์ที่มีหน้าตา
และหน่วยก้านดีจึงถูกเกณฑ์ไปช่วยในหน้าที่ดังกล่าว นักเรียนรัฐศาสตร์
ที่ถูกเกณฑ์ไปในครั้งนี้ก็ได้มีนายตรึกรวมอยู่ด้วยผู้หนึ่ง
เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
๖ ได้ทอด
พระเนตรเห็นรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณและหน่วยก้านของหนุ่มน้อยตรึกเข้า
ก็ทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับทรงรับสั่งให้เข้าเฝ้า
แล้วทรงไต่ถาม
ถึงเหล่ากองพงศ์พันธุ์เมื่อพระองค์ทราบจะแจ้งดีแล้วก็ดำรัสว่า
"เมื่อเรียนจบแล้วมาอยู่กับข้า"
|
 |
โดยเหตุนี้เองเมื่อหนุ่มตรึกเรียนสำเร็จรัฐศาสตร์แล้วแทนที่จะได้เป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย
ตามวิชาที่เรียนสำเร็จ และเป็นไป ความประสงค์ของบิดาผู้เป็นนักปกครอง
กับไพล่ไปเป็นข้าราชสำนัก
สังกัดกระทรวงวัง ในตำแหน่งหน้าที่มหาดเล็กรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท
ซึ่งพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ก็ทรงโปรดปรานเป็นอย่างมาก และพระราชทานนามสกุลให้ว่า
"จินตยานนท์"
หนุ่มตรึกรับราชการอยู่ใต้เบื้องยุคบาทเพียงไม่ทันถึงปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
๖ ก็
พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น "หลวงศักดิ์นายเวร"
ต่อมาไม่ช้ามินานก็ได้เลื่อนขึ้นเป็น "เจ้าหมื่น
ศรีสรรเพชร"พออายุ ๒๕ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงโปรดเกล้าฯ
เลื่อนบรรดาศักดิ์
ขึ้นเป็น พระยาพานทอง ราชทินนามว่า "นรรัตนราชมานิต"
ซึ่งเป็นพระยาหนุ่มที่สุดในสมัยนั้น
พร้อมกับที่พระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นพระยาพานทองให้นี้ได้พระราชทานที่ดิน
เพื่อให้ปลูกบ้าน
อยู่อาศัยแทนเช่าอยู่ ที่ดินที่พระราชทานให้นั้นมีจำนวนถึง ๔
ไร่ อยู่ตรงเชิงสะพานราชเทวี ตรงที่มีซอยชื่อ
"ซอยนรรัตน" ปัจจุบันนี้
ในการพระราชทานที่ดินให้นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
๖ ได้พระราชทานให้พร้อมกัน
ถึง ๔ คน อีก ๓ คนคือท่านเจ้าพระยารามราฆพ พระยาอนิรุธเทวา และอีกท่านหนึ่งข้าพเจ้าต้องขออภัย
ที่ค้นคว้าหาชื่อไม่ได้
พระยานรรัตนราชมานิต ได้รับตำแหน่งเป็นต้นห้องพระบรรทมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ หน้าที่ของท่านคืออยู่รับใช้ใกล้ชิดพระองค์ในที่รโหฐานและเป็นผู้บังคับบัญชามหาดเล็ก
ห้องพระบรรทมคนอื่นๆ ซึ่งมีอยู่หลายคนด้วยกัน
ขณะที่รับราชการอยู่ใต้ เบื้องยุคลบาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๖ พระยานรรัตน์
ราชมานิต ก็มิได้ปล่อยเวลาว่างจากรับหน้าที่ราชการค้นคว้าศึกษาวิชาต่างๆ
อยู่เสมอ เช่นวิชาลักธิโยคี
ทางดูลายมือและรูปร่างลักษณะบุคคล สั่งตำราจากอังกฤษ, อเมริกา
มาค้นคว้าจนมีความชำนิชำนาญ
ทางด้านดูลายมือและรูปลักษณะบุคคลและศึกษาภาษาฝรั่งเศส จากมองซิเออ.เอ.เค.
จนกระทั่งแตกฉาน
สามารถแปลตำราภาษาฝรั่งเศสได้อย่างแคล่วคล่อง ส่วนทางด้านภาษาอังกฤษนั้น
พระยานรรัตน
ท่านมีความชำนิชำนาญเป็นพิเศษอยู่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
๖ จึงทรงโปรดปรานมาก
และทรงชุบเลี้ยงเป็นอย่างดี พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์เอาเป็นธุระเรียกสถาปนิกฝีมือเยี่ยมจากอิตาเลียน
ผู้หนึ่งมาออกแบบ เพื่อทรงสร้างที่อยู่ให้แก่พระยานรรัตนซึ่งปล่อยที่ดินที่พระราชทานให้รกร้างหญ้าพง
ขึ้นเต็มที่ดิน มิเหมือนกับพระยาคนอื่นๆ พอได้รับพระราชทานที่ดินก็เริ่มก่อสร้างที่พักเสียจนหรูเพื่อ
ประดับเกียรติ อย่างเช่นท่านพระยารามราฆพก็ได้สร้างคฤหาส์นอันโอ่อ่าด้วยหินอ่อนอิตาเลียน
แล้วตั้งชื่อ
คฤหาส์นหลังนั้นว่า "บ้านนรสิงห์" (ปัจจุบันเป็นทำเนียบของรัฐบาล)
พระยาอนิรุธเทวาก็ได้สร้างขึ้นอย่าง
โอฬารเหมือนกัน แล้วตั้งชื่อว่า "บ้านบรรทมสินธุ์"
(ปัจจุบันเป็นบ้านสำหรับรองรับแขกเมืองของรัฐบาล)
อีกท่านหนึ่งก็ได้สร้างขึ้นอย่างโอ่อ่าอีกหลังหนึ่งและให้ชื่อว่า
"บ้านมนังคศิลา" มีแต่พระยานรรัตน์ฯ
ผู้เดียว
เท่านั้นที่มิได้ยินดียินร้ายต่อที่ดินที่พระองค์ท่านพระราชทานให้เลย
พระองค์ท่านจึงยื่นพระหัตถ์เอาเป็นธุระ
แต่พระยานรรัตนนฯ กลับปฏิเสธในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
๖
โดยสิ้นเชิง ถึงแม้แต่พระองค์จะทรงกริ้วก็สุดแล้วแต่พระกรุณา
จึงได้กราบบังคมทูลขอให้ยับยั้งพระราช
ประสงค์ หากทรงสร้างคฤหาสน์ขึ้นบนที่ดินที่พระองค์ทรงพระราชทานให้
แม้จะเอาตัวท่านไปประหารชีวิต
ท่านก็จะทูลเกล้าฯ ถวายคืนทั้งคฤหาสน์และที่ดินที่พระองค์ทรงพระราชทานให้ล้นเกล้าฯ
จึงต้องตามใจ
พระยานรรัตนฯ
 |
| ถ่ายกับล้นเกล้า
รัชกาลที่ 6 ในชุดร่วมฝึกเสือป่า พระยานรรัตนราชมานิต (คนที่4
จากขวา) |
พระยานรรัตนราชมานิตได้รับใช้ใต้เบื้องยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
๖
ด้วยความจงรักภักดีเรื่อยมาจนกระทั่งล้นเกล้าฯ เสด็จสวรรคตลงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๗ ก็ขึ้นเถลิงราชสมบัติสืบต่อมา ก็มีพระราชประสงค์อยากจะได้ตัวพระยานรรัตนมานิตไว้ใน
ราชการ จึงรับสั่งให้เจ้าคุณไพชยนเทพ (ทองเจือ ทองใหญ่) ไปติดต่อเพื่อขอชุบเลี้ยงเยี่ยงรัชกาลที่
๖
แต่พระยานรรัตนราชมานิตผู้ยึดมั่นในคติที่ว่า "ข้าสองเจ้าบ่าวสองนาย"
นั้นไม่ดีแน่ จึงได้กราบบังคมทูล
แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ไปว่า
" ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงชุบเลี้ยงอย่างใดก็เท่ากับเอาทองคำไปลงยาฝังเพชรเท่านั้น"
ถึงแม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ จะทรงให้ใครมาติดต่อกับพระยานรรัตนฯ
หลายครั้ง
หลายหน แต่พระยานรรัตนก็มิได้ตอบตกลงสักครั้งเดียว จนกระทั่งถึงวันถวายพระเพลิงพระมหาธีรราชเจ้า
รัชกาลที่ ๖ เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ พระยาท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิตจึงได้สละทรัพย์สมบัติ
มอบที่ดิน ๔ ไร่ และทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดแก่วัดเทพศิริทราวาส
ซึ่งเป็นวัดที่ท่านพระยานรรัตนฯ
อุปสมบทแต่นั้นเป็นต้นมา เพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่
๖ ผู้ทรงชุบเลี้ยงตน
มาเป็นอย่างดีซึ่งยากจะหาบุคคลเยี่ยงพระยานรรัตนราชมานิตนี้อีกไม่ได้แล้วในยุคปัจจุบันนี้
ส่วนในด้านความรักนั้นเล่า
พระยานรรัตนราชมานิตก็มิได้ผิดแปลกแตกต่างไปกว่าหนุ่มรุ่นเดียวกันไม่
พระยานรรัตนราชมานิตก็ได้
มีสาวคนรักไว้ปลุกปลอบใจด้วยเหมือนกัน และก็ได้ทำพิธิหมั้นากันเรียบร้อยแล้วเสียด้วย
แต่เนื่องด้วย
พระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๖ นั้นมากล้นเหลือคณา
พระยานรรัตนราชมานิตสละได้เช่นกัน
สาวคู่หมั้นของพระยานรรัตนราชมานิตผู้มีนามว่า ชุบ เมนะเศวต
ปัจจุบันรับอาชีพเป็นแม่พิมพ์ของชาติอยู่ที่
โรงเรียนราษฎร์แถวสามย่าน พระนคร นี้เองและก็ได้มาฟังสวดพระอภิธรรมศพท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต
อยู่เสมอ ซึ่งยังคงครอบเพศพรหมจรรย์ตลอดมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
เพราะเธอได้ยึดมั่นในอุดมคติที่ว่า
"รักเดียวใจเดียว" ซึ่งก็ยากจะหาหญิงใดมาเปรียบเทียบเสมอได้เช่นกัน
ส่วนในด้านการปฏิบัติงานของพระยานรรัตนราชมานิต
ข้าพเจ้าได้รับการบอกเล่าจากพระภิกษุ
กมฺพโล วัย ๗๘ แห่งวัดมหาชยราม อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ผู้ได้เคยรับราชการใต้เบื้องยุคลบาทของ
มหาธีราชเจ้ารัชกาลที่ ๖ พร้อมกับพระยานรรัตนราชมานิตมาแล้วได้บอกกับข้าพเจ้าว่า
พระยานรรัตน-
ราชมานิตเป็นผู้ที่เคร่งครัดต่อหน้าที่การงานยากที่ใครเสมอเหมือนได้
และเป็นผู้ทีค่ทำอะไรทำจริงไม่ถือตัว
และแบ่งชั้นวรรณะแม้แต่เครื่องแต่งกายก็สวมใส่อย่างธรรมดาคือ
เสื้อขาว กางเกงขาว มักจะชอบเดิน
ไปไหนมาไหนเสมอ พระยานรรัตนราชมานิตให้ข้อคิดในการเดินว่า นั่นคือการออกเอ๊กเซอไซด์ไปในตัว
บางครั้งพระยานรรัตนฯก็จะนั่งรถลาก หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า
"รถเจ๊ก" สมัยนั่นคนจีนมีอาชีพรับจ้าง
ลากรถเป็นส่วนมาก และถ้าวันไหนเกิดอารมณ์ดีนึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นมา
ขณะที่พระยานรรัตนฯ นั่งอยู่
บนรถลากมองเห็นคนจีนลากรถเหนื่อยหอบท่านเจ้าคุณก็จะลงมาสับเปลี่ยนกับคนจีนลากรถแทนคนจีน
ลากรถเสียเอง ก็ยังมีความแปลกใจให้แก่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่และผู้ที่พบเห็นทุกคน
เลยกลายเป็นเสียง
ซุบซิบเล่าสู่กันฟังจนหนาหู แต่พระยานรรัตนฯ ก็มิได้สนใจต่อข่าวลือที่เป็นมงคล
และอัปมงคล
แต่ประการใดเลย
และในด้านโหราศาสตร์นั้นเล่า
พระยานรรัตนราชมานิตก็เป็นผู้หนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญและทำนาย
ทายทักได้อย่างแม่นยำมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายต่อมาภายหลังพระยานนรรัตนฯ
ได้เผาตำหรับตำรา
โหราศาสตร์จนหมดเกลี้ยง พระภิษุกมฺพโล บอกกับข้าพเจ้าว่า เป็นเพราะไปทำนายทายทักอะไรผิดพลาด
เพียงเล็กน้อยให้แก่ล้นเกล้าล้นกระหม่อมรัชกาลที่ ๖ เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
พระยานรรัตนราชมานิต
จึงเลิกทำนายทายทักแต่นั้นเป็นต้นมา
พระยานรรัตนราชมานิต มีพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน ๒ คน คนรองเป็นผู้หญิงชื่อ
เลื่อน ปัทมะสุนทร
คนสุดท้องเป็นชายชื่อ ตริ จินตยานนท์ น้องทั้งสองปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่
ต่อไปนี้คือข้อความในหนังสือพระราชทานบรรดาศักดิ์
ของพระยานรรัตนราชมานิต ตามต้นฉบับเดิม
|
ฉบับที่ ๑
สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ให้เจ้าหมื่นสรรเพชภักดีเป็นพระยานรรัตนราชมานิต
จางวางมหาดเล็ก ถือศักดินา ๓๐๐๐ ทำราชการตามตำแหน่งตั้งแต่บัดนี้ไปจงเว้นการควรเว้น
หมั่นประพฤติ
การควรประพฤติ สมควร ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต แก่ตำแหน่งทุกประการ
ตามอย่างธรรมเนียมข้าราชการ
ทั้งปวง ขอให้มีสุขสวัสดิ์เจริญเทอญ.
ตั้งแต่ ณ วันที่ ๓๐ ธันวาคม พระพุทธศักราช
๒๔๖๕ เป็นปีที่ ๑๓ ในรัชการปัตยุบันนี้
|
|
ฉบับที่ ๒
สมเด็จพระรามาธิบดีสินทรมหาวชิราวุธ
เอกอัครมหาบุรุษบรมราธิราชพินิตประชานารถมหาสมมตวงษ์
อติศัยพงษ์วิมลรัตน์ วรขัตติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ
ปรเมนทรธรรมิกมหาราช
ธิราชบรมนารถบพิตร์ พระมงกุฎเกล้าเจ้ากรุงสยาม
ขอประกาศแก่ท่านทั้งหลายทั้งปวง
ฤาผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งจะได้พบอ่านคำประกาศนี้ให้ทราบว่า
เราได้ตั้ง
ให้หัวหมื่น พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์) ท.จ.
จ.ม. บ.ช. ว.ม.ล. ว.ป.ร. ๓, เป็นที่รักใคร่
ไว้วางใจของเราเป็นองคมมนตรี รับปฤกษาราชการในตัวเรา เพิ่มศักดินาขึ้นอีก
๑๐๐๐ เพื่อจะได้ช่วยเรา
คิดทำนุบำรุงแผ่นดินให้เป็นคุณ เป็นประโยชน์ มีความเจริญสมบูรณ์
แลราษฎรทั้งปวงให้มีความสุขความ
เจริญขึ้นโดยชอบธรรมอันดี ขอจงตั้งอยู่ในสัตย์สุจริตกตัญญูตะเวที
ประพฤติให้ต้องตามพระราชบัญญัติ
แลข้อคำสาบาลทุกประการ ตำแหน่งยศที่ตั้งนี้ จงเป็นไปตลอดเวลาความประสงค์ของเราพระเจ้ากรุงสยาม
ปัตยุบันนี้ และตามกฏหมายข้อพระราชบัญญัติซึ่งได้ตั้งไว้สำหรับองคมนตรีแลรัฐมนตรีทุกประการ
ขอให้มีความเจริญสุขสวัสดิ์ทุกประการเทอญ.
พระราชทานที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย
ณ วันที่ ๔ เมษายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ เป็นปีที่ ๑๕
ในรัชกาลปัตยุบันนี้
|
|
ฉบับที่ ๓
สมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก
มหันตเดชนดิลกรามาธิบดีเทพยปรียมหาราชรวิวงศ์
อสัมภินพงศพรีกษัตร บุรุษรัตนราชนิกโรดม จตุรันตบรมมหาจักรพรรดราชสังกาศฯ
ปรมินทรธรรม
มิกมหาราชาธิราชบรมนาถบพิตร พระปกเกล้าเจ้ากรุงสยาม
ขอประกาศแก่ท่านทั้งหลายทั้งปวง
ฤาผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งจะได้พบอ่านคำประกาศนี้ให้ทราบว่า
เราได้ตั้งให้
จางวางตรี พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์) ป.ม.
ท.จ. บ.ช. ว.ม.ล. ว.ป.ร. ๓ ซึ่งเป็นที่รักใคร่
ไว้วางใจของเราเป็นองคมนตรี รับปฤกษาราชการในตัวเราเพิ่มศักดินาขึ้นอีก
๑๐๐๐ เพื่อจะได้ช่วยเราคิด
ทำนุบำรุงแผ่นดินให้เป็นคุณประโยชน์มีความเจริญสมบูรณ์
และราษฎรทั้งปวงให้มีความสุขความเจริญขึ้น
โดยชอบธรรมอันดี ขอจงได้ตั้งอยู่ในสัตย์สุจริตกตัญญูกตะเวที
ประพฤติให้ต้องตามพระราชบัญญัติ
แลข้อคำสาบาลทุกประการ ตำแหน่งยศที่ตั้งนี้ จงเป็นไปตลอดเวลาความประสงค์ของเราพระเจ้ากรุงสยาม
ปัตยุบันนี้ แลตามกฏหมายข้อพระราชบัญญิตซึ่งได้ตั้งไว้สำหรับองคมนตรีทุกประการ
ขอให้มีความเจริญ
สุขสวัสดิ์ทุกประการเทอญ.
พระราชทาน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย
ณ วันที่ ๔ เมษายน พระพุทธศักราช ๒๔๖๘ เป็นปีที่ ๒
ในรัชกาลปัตยุบันนี้
|
|