สมณศักดิ์
 |
รูปเจ้าพระคุณสมเด็จฯ
ถ่ายขณะครองสมณศักดิ์ที่พระเทพกวี
พัดแฉกทางด้านซ้ายคือ พัดยศตำแหน่ง
พระราชาคณะชั้นเทพในสมัยนั้น
และพัดด้านขวาคือพัดรองแบบเก่าที่ใช้กัน
ในสมัยนั้น มีลักษณะเป็นทรงป้าน และงุ้ม
ไปทางด้านหลัง (มิใช่พัดงาสานดังที่บาง
ท่านเข้าใจ) สามเณรที่ถือพัดนั้นเข้าใจว่า
พระธรรมถาวร"จนฺทโชติ"(ช่วง สิงหเสนี)
ศิษย์ซึ่งใกล้ชิดที่สุด รูปนี้เข้าใจว่า ถ่ายที่
บ้านช่างหล่อในราวปี พ.ศ.2402 |
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ เป็นผู้ที่ไม่ปรากฏนายศศักดิ์ แม้เรียนรู้พระปริยัติธรรมก็ไม่เข้าแปลหนังสือเป็นเปรียญ
และไม่ยอมรับเป็น
ฐานนานุกรมในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตั้งเป็นพระราชาคณะ
ท่านทูลขอตัวเสีย เล่ากันว่า เพราะท่านเกรงว่า
จะต้องรับพระราชทานสมณศักดิ์ ท่านจึงมักหลบหนีไปพักแรม ณ ต่างจังหวัดห่างไกลเนื่องๆ
(ว่าโดยมากไปธุดงค์) บางทีก็เลยไปถึง
ประเทศเขมรก็มี (ดูตอนประวัติการสร้างพระสมเด็จฯ ประกอบ) ถึงรัชกาลที่
๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบว่าคุณธรรม
ของท่านยิ่งหย่อนเพียงไร จึงทรงตั้งเป็นพระราชาคณะที่พระธรรมกิตติ
เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๓๙๕ เวลานั้นท่านมีอายุได้ ๖๕ ปีแล้ว แต่จะทรง
ตั้งในวันเดือนใดไม่ปรากฏ ปรากฏในหมายรับสั่งรัชกาลที่ ๔ จุลศักราช
๑๒๑๔ (พ.ศ.๒๓๙๕) เล่น ๑๘ ตอนหนึ่งความว่า "...อนึ่ง เพลาเช้า
๓ โมง นายพันตำรวจวังมาสั่งว่า ด้วยพระประสิทธิศุภการรับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสั่งว่าทรงพระราช
ศรัธาให้ถวายนิตยภัตน์พระธรรมกิตติ วัดระฆังฯ เพิ่มขึ้นไปอีก
๒ บาท เข้ากับเก่าใหม่เป็นเงินเดือนถวายพระธรรมกิตติอีก ๒บาท
ตั้งแต่เดือนยี่
ปีชวด จัตวาศก ไปจนทุกเดือนทุกปีอย่าให้ขาดได้....."
ในตอนพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระธรรมกิตติ มีเรื่องเกร็ดเล่ากันว่า
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสถามเจ้าพระคุณ
สมเด็จฯว่า "เมื่อในรัชกาลที่ ๓ ทำไม่ท่านจึงหนี ไม่ยอมรับยศศักดิ์
ต่อที่นี้ทำไมจึงยอมรับไม่หนีอีก" ท่านถวายพระพรว่า "รัชกาลที่
๓ ไม่ได้
ทรงเป็นเจ้าฟ้า (คือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้เป็นเจ้าฟ้าลูกยาเธอ
เป็นแต่พระองค์เจ้า) เป็นแต่เจ้าแผ่นดินเท่านั้น ท่านจึงพ้น
ส่วนมหาบพิตรพระราชสมภารเจ้า เป็นทั้งเจ้าฟ้าและเจ้าแผ่นดินท่านจะหนีไปทางไหนพ้น"
เราย่อมทราบได้ว่านี่ไม่ใช่เหตุผล แต่เจ้าพระคุณ
สมเด็จฯ ได้ใช้ปฏิภาณตอบเลี่ยงไปในทำนองตลกได้อย่าง งดงามกล่าวกันว่า
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล ไม่ตรัสว่า
กระไร (และคงจะเป็นเพราะไม่ทรงทราบว่าจะตรัสว่ากระไรดีกระมัง-ผู้เขียน)
แล้วโปรดให้มาครองวัดระฆังฯ (วัดนี้เป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรี
อยุธยา เดิมชื่อวัดบางหว้าใหญ่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ
ขึ้นครองราชย์ ทรงแต่ตั้งสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระพุฒาจารย์
และ
พระพิมลธรรม (ไม่ทราบนามทั้ง ๓ องค์) ให้ทรงสมณศักดิ์ตามเดิม
(ถูกพระเจ้ากรุงธนฯ ถอด) และให้สมเด็จพระสังฆราช มาครองวัดบางหว้า
ใหญ่ ทรงให้รื้อตำหนักทองของพระเจ้ากรุงธนฯ ไปปลูกเป็นกถฏถวายสมเด็จพระสังฆราชและทรงปฏิสังขรณ์ทั่วๆ
ไป เสร็จแล้วทรงเปลี่ยน
นามวัดว่า วัดระฆังโฆสิตาราม ดังปรากฏสืบมาทุกวันนี้)
ครั้นเสร็จพระราชพิธีแล้ว ท่านก็ออกจากพระบรมมหาราชวังข้ามไป
วัดระฆังฯ หอบ
เครื่องไทยธรรม ถือพัดยศและย่ามมาเอง ใครจะรับก็ไม่ยอมส่งให้
เที่ยวเดินไปรอบวัดร้องบอกกล่าวดังๆว่า "ในหลวงท่านให้ฉันมาเป็น
สมภารวัดนี้จ๊ะ" พวกพระเณรและคฤหัสถ์ที่มาคอยรับต่างพากันเดินตามท่านไปเป็นขบวน
เมื่อบอกกล่าวเขารอบๆวัดแล้ว ท่านจึงขึ้นกุฏิ
(มิใช่เป็นการโอ้อวดหรือปิติยินดี แต่เป็นการแฝงไว้ซึ่งอัจฉริยภาพอันหนึ่งที่มองโลกไปในแง่แห่งความขบขัน
คือหนีการแต่งตั้งไม่พ้น-ผู้เขียน)
ต่อมาอีก ๒ ปี ถึงปีชวล พ.ศ. ๒๓๙๗ ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่พระเทพกวีครั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์
(สน) วัดสระเกศมรณภาพ
จึงทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เป็นสมเด็จพระพุฒจารย์องค์ที่
๕ ในกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวตามลำดับดังนี้ คือ
๑. สมเด็จพระพุฒจารย์ (ไม่ทราบนามเดิม) อยู่วัดอมรินทร์ (ซึ่งครั้งนั้นเรียกว่าวัดบางว้าน้อย)
ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์กล่าวว่า
ต้องถูกถอดถูกเฆี่ยนด้วยไม่ยอมถวายบังคมพระเจ้ากรุงธนบุรี ถึงรัชกาลที่
๑ จึงโปรดให้เป็นสมเด็จพระพุฒจารย์ตามเดิม
๒. สมเด็จพระพุฒจารย์ (อยู่) วัดระฆังฯ
๓. สมเด็จพระพุฒจารย์ (เป้า) วัดอินทาราม (เดิมเรียกวัดบางยี่เรือใต้)
๔. สมเด็จพระพุฒจารย์ (สน) วัดสระเกศ (เดิมเรียกวัดสะแก)
๕. สมเด็จพระพุฒจารย์ (โต) วัดระฆัง ฯ
ฯลฯ
เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีชวด จุล. ๑๒๒๖ ตรงกับวันที่
๘ กันยายน พ.ศ.๒๔๐๗ มีสำเนาประกาศที่ทรงตั้งดังนี้
|
คำประกาศ
ศิริศุภมัศดุ พระพุทธศาสนากาล เป็ฯอดีตภาคล่วงแล้ว ๒๔๐๗
พรรษา ปัจจุบันกาล อนุทรสังวรวัจฉรบุษยมาสสุกรปักษ์ นวมี
ดิถีครุวาร บริเฉทกาลกำหนด พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฏ
ฯลฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า พระเทพกวีมีพรรษายุกาลประกอบด้วยรัตตัญญูมหาเถรธรรมยั่งยืนมานาน
และมีปฏิภาณปรีชาตรีปิฎกกลาโกศล และฉลาด ในโวหารนิพนธ์เทศนาปริวัตรวิธี
และทำกิจในสูตรนั้นด้วยดีไม่ย่อหย่อน อุตสาหะสั่งสอนพระภิกษุสามเณรโดยสมควร
อนึ่ง ไม่เกียจคร้านในราชกิจบำรุงพระบรมราชศรัทธาฉลองพระเดชพระคุณเวลานั้น
สมควรที่จะเป็นอรัญญิกมหาสมณคณิศราจารย์ พระราชาคณะผู้ใหญ่
มีอิสริยศยิ่งกว่าสมณนิกรฝ่ายอรัญวาสี เป็นอธิบดีครุฐานิยพิเศษ
ควรสักการบูชาแห่งนานาบริษัท บรรดานับถือพระพุทธศาสนาได้
จึงมีพระบรมราชโองการมาณพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสสั่ง
ให้สถาปนาพระเทพกวี ศรีวิสุทธินายก ตรีปิฎกปรีชา มหาคณิศร
บวรสังฆราชคามวาสี เลื่อนที่ขึ้นเป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์
อเนกสถานปีชา วิสุทธิศีลจรรยาสมบัติ นิพัทธธุตคุณ ศิริสุนทรพรตจาริก
อรัญญิกคณิศร สมณนิกรมมหาปรินายก ตรีปิฎกโกศลวิมลศีลขันธ์
สถิต ณ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร พระอารามหลวง มีนิจภัตรราคาเดือนละ
๕ ตำลึง มีฐานานุศักดิ์ควรตั้งฐานานุกรม ได้ ๘ รูป คือ
พระครูปลัด มีนิจภัตรราคาเดือนละ ๑ ตำลึง ๒ บาท
พระครูวินัยธร ๑
พระครูวินัยธรรม ๑
พระครูสัทธาสุนทร ๑
พระครูอมรโฆสิต ๑
พระครูสมุห์ ๑
พระครูใบฎีกา ๑
พระครูธรรมรักชิต ๑
|
ถึงเดือนยี่ในปีชวดนั้น จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานหิรัญบัตร (มีข้อควรสังเกตอย่างหนึ่ง
คือ เดิมสมเด็จพระราชาคณะได้รับพระราชทาน
หิรัญบัตรต่อมา เห็นจะเป็นในรัชกาลที่ ๕ จึงเปลี่ยนเป็นพระราชทานสุพรรณบัตร
อนึ่งประเพณีทรงตั้งสมณศักดิ์แต่ก่อนเป็นแต่พระราชทาน
พัดยศ ส่วนสัญญาบัตรนั้นพระราชทานต่อมาภายหลัง) กล่าวไว้ในหมายรับสั่ง
(หมายรับสั่งรัชกาลที่ ๔ จุล. ๑๒๒๖ (พ.ศ. ๒๔๐๗) เล่น ๒๐)
ดังนี้
"ด้วยพระศรีสุนทรโวหารรับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
รับสั่งว่า จะได้พระราชทานหิรัญบัตร
สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดระฆังโฆสิตาราม ณ วัน ๕ ๙ฯ ๒ เวลาเช้า
๓ โมง อนึ่งให้ราชยานจัดเสลี่ยงงา ๒ เสลี่ยง ไปคอยรับหิรัญบัตร
ที่พระที่นั่งสุกไธศวรรย์ ไปลงเรือม่านที่ท่าขุนนางเสลี่ยง ๑
ให้ทันเวลา อนึ่งให้อภิรุมจัดสัปทนใบกั้นหิรัญบัตรที่พระที่นั่งสุทไธศวรรย์
อันไปส่งที่ท่าเรือให้ทันเวลา อนึ่ง ให้พันพุฒ พันเทพราชจ่ายเลขให้ฝีพายๆ
เรือม่านลายส่งหิรัญบัตรให้พอลำ ๑ อย่าให้ขาดได้ตามคำสั่ง"
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ตั้งแต่เป็นพระราชาคณะมา แม้จนเมื่อเป็นสมเด็จพระราชคณะแล้ว
ท่านก็ประพฤติแปลกฯ ตามใจของท่านอยู่ อย่างเดิม เรื่องที่ประพฤติแปลกๆ
นั้นจะได้ประมวลให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษาในตอนต่อไปข้างหน้านี้
การก่อสร้าง
เรื่องประวัติของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ที่เกี่ยวกับการก่อสร้างนั้น
ปรากฏว่าท่านได้สร้างถาวรวัตถุไว้หลายแห่งหลายอย่าง และมักจะชอบ
สร้างของที่แปลกๆ และโตๆ กล่าวกัว่า เพื่อจะให้สมกับนามของท่านที่ชื่อโตกล่าวเฉพาะปูชนียวัตถุที่สร้าง
เป็นอนุสรณ์เนื่องในตัวท่าน คือ
สร้างพระนอนใหญ่ที่วัดสะดือ (วัดสะดือ เดิมตั้งอยู่ที่หนึ่งในตำบลท่างาม
(ที่เรียกกันว่าวัดสะดือเพราะมีต้นสะดือใหญ่อยู่ในวัดต้นหนึ่ง)
เมื่อ
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ได้มาสร้างพระนอนใหญ่ ณ ที่อีกแห่งหนึ่งในตำบลเดียวกันทางด้านตะวันออกไม่ห่างนัก
วัดสะดือจึงย้ายมาตั้งที่บริเวณ
พระนอนใหญ่นั้น เรียกตามตำนานว่าวัดท่างาม ภายหลังสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาศพระพุทธบาทได้เสด็จขึ้นที่ท่างามนี้สองครั้ง
แต่นั้นมาจึงเรียกท่าหลวงและนามวัดก็เปลี่ยยนเป็น "วัดท่าหลวง"
ตามนามเดิมมาจนทุกวันนี้) เหนือท่าเรือพระพุทธบาท จังหวัดพระนคร
ศรีอยุธยาองค์หนึ่ง เป็นที่ระลึกว่าท่านได้เกิดที่นั่น สร้างพระนั่งโต
(องค์เดิม) (องค์ที่ปรากฏในปัจจุบันนี้ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงโปรดให้
สร้างใหม่ เป็นของหลวงดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า) ที่วัดไชโย จังหวัดอ่างทององค์หนึ่งเป็นที่ระลึกว่าท่านได้สองนั่งที่นั่น
และสร้างพระ
ยืนใหญ่วัดอินทรวิหาร จังหวัดพระนคร องค์หนึ่งเป็นที่ระลึกว่าท่านสอนยื่นเดินได้ที่นั่น
จะพรรณาต่อไปโดยลำดับ
พระนอนใหญ่วัดสะดือ ตามคำบอกเล่าของพระอุปชฌาย์บัตร (พระอุปัชฌาย์บัตรเล่าว่า
การก่อสร้างพระนอนใหญ่ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ
ให้พวกทาสในตำบลไก่จนและในตำบลอื่นๆ บ้างไปทำการก่อสร้าง เมื่อสร้างพระสำเร็จแล้วท่านได้ปล่อยทาสเหล่านั้น
ให้พ้นจาก
ความเป็นทาส ทุกคน และว่าได้ก่อเตาเผาอิฐกันที่บริเวณหน้าพระนอนใหญ่นี้
เคยมีซากเตาปรากฏอยู่ แต่ได้รื้อไปนานแล้ว) จันทโชติ
ว่าเริ่มสร้างเมื่ออายุท่าน (พระอุปัชฌาย์บัตร) ได้ ๕ ขวบ ท่านเกิดปีชวด
พ.ศ. ๒๔๐๙ จึงสันนิษฐานว่าเห็นจะสร้างในปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๑๓
เป็นพระก่ออิฐถือปูนยาว ๑ เส้น ๕ วา สูง (จากพื้นถึงพระรัศมี)
๘ วา ฐานยาว ๑ เส้น ๑๐ วา กว้าง ๔ วา สูง๒ ศอก องค์พระโปร่ง
เบื้องพระปฤษฎางค์ทำเป็นช่องกว้าง ๒ ศอก สูง ๑ วา ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง
(ข้าพเจ้าได้ถามพระอุปชฌาย์บัตรว่า เขาว่าพระนอนใหญ่
นี้ต้องอยู่ กลางแจ้งทำหลังคาไม่ได้ เพราะฟ้าฝ่าจริงหรืออย่างไร
ท่านว่าความจริงไม่เป็นเช่นนั้นเดิมพระองค์นี้ประดิษฐานอยู่ภายในศาลาโถง
เสาก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกะเบื้องไทย ต่อมาศาลานั้นเก่าชำรุดหักพังลงมาจึงให้รื้อเสียยังมีซากเสาอิฐ
ทางบริเวณด้านพระบาทปรากฏอยู่
เมื่อปฏิสังขรณ์ครั้งหลังไม่ได้สร้างศาลาใหม่ พระนอนใหญ่จึงอยู่
กลางแจ้ง) ที่ริมคูวัดด้านิทศตะวันออก หันพระพัตร์ไปทางทิศตะวันตก
(ความปรากฏใน จดหมายเหตุเรื่องเสด็จประพาศต้นในรัชกาลที่ ๕ ครั้งที่
๒ ว่า "สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้เสด็จ และขึ้นเสวยกลางวัน
ที่วัดสะดือ ซึ่งในเวลานั้นเรียก "วัดท่างาม" เมื่อวันที่
๓๑ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๕ (พ.ศ.๒๔๔๙) พระอุปชฌาย์บัตรได้อธิบายว่า
สมเด็จ
พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาศคราวนั้น ได้เสด็จขึ้นทรงทำอาหารและเสวยที่ตรงบริเวณใต้พระเศียรพระนอนใหญ่นี้)
พระนอนใหญ่นี้ตั้งแต่
สร้าง มาเห็นจะยังไม่มีใครปฏิสังขรณ์เลย องค์พระและสิ่งก่อสร้างชำรุดทรุดโทรมมาก
ต่อมาถึงปีจอ พ.ศ.๒๔๖๕ พระอุปัชฌาย์บัตร
ได้จัดการบูรณะปฏิสังขรณ์จนสำเร็จเรียบร้อย ดังปรากฏอยู่ทุกวันนี้
การปฏิสังขรณ์นั้นก็อยู่ค่อนข้างจะประหลาด กล่าวคือ พระอุปัชฌาย์บัตร
จันทรโชติ เล่าให้ฟังว่า ท่านลงมือทำเอง อาศัยนายเรือกับภริยา
(ไม่ทราบนาม) อยู่ตำบลวังแดง (อยุธยา) เป็นผู้ช่วย ใช้เงินส่วนตัว
ของท่านทั้งสิ้น ไม่ได้บอกบุญเรี่ยไรใครเลย เป็นแต่พวกชาวบ้านที่มีใจศรัทธาได้จัดซื้อหาอิฐปูนทรายมาช่วยท่านเท่านั้น
ปฏิสังขรณ์อยู่
๔ ปีจึงสำเร็จ (เมื่อปีฉลู พ.ศ.๒๔๖๘) ว่าสิ้นปูนขาวถึง ๖๕ เกวียน
เฉพาะพระเศียรนั้นต้องใช้ปูนขาวถึง ๑๐ เกวียน แต่จะสิ้นเงินเท่าใด
ไม่ทราบเพราะได้มาก็ทำไปไม่ได้จดไว้ เมื่อบูรณะปฏิสังขรณ์เสร็จแล้ว
ต่มาจะเป็นปีใดจำไม่ได้ ท่านได้จัดการนัดสัตบุรุษมาประชุม
นมัสการและปิดทองในกลางเดือน ๑๒ มีประชาชนท้องถิ่นและตำบลใกล้ไกลพากันมานมัสการ
และเที่ยวเตร่กันอย่างคับคั่ง และล้นหลาม
เลยเป็นงานนักขัตฤกษ์ประจำสืบมาจนทุกวันนี้
พระพุทธรูปใหญ่วัดไชโยวรวิหาร พระนามว่า "พระพุทธพิมพ์"
(เจ้าอาวาสวัดไชโย มักมีราชทินนามว่า "มหาพุทธพิมพาภิบาล"
และโดยมากเป็นพระครู) พระนามนี้เห็นจะพระราชทานในรัชกาลที่ ๕
ด้วยวัดไชโยเป็นพระอารามหลวงในรัชกาลนั้นดังจะกล่าวในตอนต่อไป
เป็นพระก่ออิฐถือปูนปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๘ วา ๗ นิ้ว สูง
๑๑ วา ๑ศอก ๗ นิ้ว สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ เดิมสร้างประพาศมณฑลอยุธยา
เมื่อปีขาลพ.ศ. ๒๔๒๑ เสด็จขึ้นทอดพระเนตรพระโตนี้ มีพระราชดำรัสว่า
"พระใหญ่ที่สมเด็จพระพุฒจารย์โต ส้รางนี้ ดูหน้าตารูปร่างไม่งามเลย
แลดูที่หน้าวัด ปากเหมือนขรัวโตไม่มีผิด ถือปูนขาวไม่ได้ปิดทองทำนองท่านจะไม่คิดปิดทองจึงได้เจาะท่อน้ำไว้ที่พระหัตถ์"
ต่อมาเจ้าพระยารัตนบดินทรเดชา (รอด กัลยาณมิตร) ที่สมุหนายก
ได้จัดการสร้างวัดไชโยใหม่พร้อมทั้งพระอุโบสถ และวิหารพระโต
กล่าวไว้ในหนังสือ "ระยะทางเสด็จประพาศมณฑลอยุธยา"
เมื่อปีขาล พ.ศ.๒๔๒๑ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ ว่าดังนี้
"......วัดไชโยนี้ เจ้าพระยารัตนบดินทร์ (รอด กัลยาณมิตร)
ที่สมุหนายก มีศรัทธาสร้างใหม่พร้อมทั้งพระอุโบสถและวิหารพระโต
แต่เมื่อกระทุ้งรากวิหาร พระพุทธรูปใหญ่ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์
โต สร้าง ทนกระเทื่อนไม่ได้ พังลง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
รับสร้างพระโตใหม่เป็นหลวง (ตามแบบอย่างพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงรับสร้างพระโต วัดกัลยาณมิตร ช่วยเจ้าพระยา
นิกรบดินทร์ (โต ต้นสกุลกันยาณมิตร) ผู้เป็นบิดาของเจ้าพระยารัตนบดินทร์มาก่อน)
แล้วทรงรับวัดไชโยเป็นพระอารามหลวงแต่นั้นมา
พระยื่นวัดอินทรวิหาร เป็นพระก่ออิฐถือปูนปางอุ้มบาตร์ เรียกกันว่า
"หลวงพ่อโต" สร้างในรัชกาลที่ ๔ แต่สร้างได้เพียงครึ่งองค์
สูงเพียงพระนาภี การค้างอยู่ช้านานต่อมาจะเป็นปีใดไม่ปรากฏ พระครูธรรมานุกูล
(หลวงปู่ภู) เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร ได้จัดการสร้าง
เพิ่มเติม แต่ยังไม่สำเร็จสมบูรณ์ ถึงปีวอก พ.ศ. ๒๔๖๓ พระครูสังฆบริบาล
(แดง) เจ้าอาวาสได้ทำการก่อสร้างต่อมา แต่ก็สำเร็จ
เรียบร้อยแต่เพียงบางส่วนเท่านั้น กล่าวไว้ในจารึกดังนี้ (ศิลาจารึกนี้ตั้งอยู่
แถวบริเวณพระโตวัดอินทรวิหาร ด้านทิศตะวันออก)
"ศุภมัสดุพระพุทธศาสนากาลล่วงได้
๒๔๖๓ ปีจอสัมฤทธิศก พระครสังฆบริบาล (แดง) ได้ลงมือทำการปฏิสังขรณ์เมื่อเดือน
๑๑ ณ วันพฤหัสบดี แรม ๑ ค่ำ ประวัติเดิมของพระครูสังฆบริบาล
อุปสมบทที่แขวงตะนาว เมื่ออุปสมบทแล้วได้มาสร้างวัดเจาคั่นบันได
ที่จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ แล้วมาเล่าเรียนศึกษาพระธรรมวินัย
ณ สำนักวัดบวรนิเวศ ในพระบารมีสมเด็จพระมหาสมณะเจ้ากรมพระยาวชิรญาณโรรส
๕ พรรษา เมื่อเสด็จสิ้นพระชนม์แล้วจึงได้มาทำการปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปองค์โตนี้
พร้อมด้วยเจ้าฟ้า นายกนายิกา ราษฎรจนถึงกาลบัดนี้ สิ้นเงินราได้รายจ่ายไปในการปฏิสังขรณ์เป็นเงินประมาณ
๕ หมื่นบาทเศษ ประวัติเดิมของพระพุทธรูปโตองค์นี้ ซึ่งทมี (พระ)
นามว่า พระศรีอริยเมตตรัยนี้ คือสมเด็จพระพุฒาจารย์โตเป็นผู้ก่อสร้างไว้แต่รัชกาลที่
๔ แห่งกรุงรันตโกสินทร์ ได้ครึ่งองค์ สูง ๙ ว่าเศษยังไม่สำเร็จ
ไม่ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๓ ท่านพระครูธรรมานุกูล (ท่านอธิการภู) ผู้ชราภาพ
๙๔ พรรษา ๗๐ เศษ ซึ่งยกเป็นกิตติมศักดิ์อยู่ในวัดอินทรวิหาร
ได้จัดการปฏิสังขรณ์ต่อมา (แต่ก่อน) แต่ก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จ
ท่านจึงมอบฉันทะให้พระครูสังฆบริบาลปฏิสังขรณ์ต่อมาจนสำเร็จ
(แต่บางส่วนเช่น พระกร เป็นต้น) ว่าด้วยการปฏิสังขรณ์ เดิมองค์พระรกร้างมีต้นโพธิ์และต้นไทรขึ้นปกคลุม
จึงได้ทำการเปลี่ยนแปลงให้ แข็งแรง ส่วนข้างในองค์พระผูกเหล็กเป็นโครง
ภายนอกหล่อคอนกรีตด้วยปูนซีเมนต์ เบื้องหลังทำเป็นวิหารหล่อคอนกรีต
เป็นพระยืนพิง พระวิหารสูงเป็นชั้นๆ ได้ ๕ ชั้น ถึงพระเกศ ขาดยอดพระเมาลี
และมีพระจุฬามณีเจ็ดสถาน เพื่อให้เป็นที่ระลึกและนมัสการแห่งเทพยดา
และมนุษย์ทั้งหลายสิ้นกาลนานทุกวันเสมอไปในพระพุทธศาสนา
ขออำนาจแห่งพระศรีรัตนตรัย จงดลบัลดาลให้เจ้าฟ้าเจ้านาย
อำมาตย์ คฤหบดี และราษฎรที่เป็นศาสนูปถัมภก ซึ่งตั้งจิตเป็นทายก
ทายิกทั้งหลาย จงมีความเจริญสิริสวัสดิพิพัฒนมงคลชนมายุสุขทุกประการ
มีแต่ความเกษมสำราญนิราศภัยในปัจจุบัน และอนาคต ทั่วกันเทอญฯ"
ครั้นถึงปีชวด พ.ศ. ๒๔๖๗ (ความตอนนี้ ปรากฏอยู่ในหนังสือเรื่อง
"ประวัติหลวงพ่อโต" วัดอินทรวิหาร พิมพ์เมื่อ พ.ศ.
๒๔๙๐)
พระครูอินทรสนาจารย์ (เงิน อินฺทสโร) เมื่อยังเป็นพระครูสังฆรักษย์ย้ายจากวัดปรินายกมาเป็นเจ้าอาวาสวัดอินทรวิหารได้จัดการก่อสร้าง
ต่อมา โดยเป็นประธานบอกบุญเรี่ยไรจากประชาชนทั่วไปผู้ช่วยเหลือที่เป็นกำลังสำคัญของท่านพระครูอินทรสนาจารย์
ที่ควรกล่าวนาม
ให้ปรากฏคือ เจ้าคุณและคุณหญิงปริมาณสินสมรรถพระประสานอักษรกิจ
สิบเอกอินทร์ พันธุเสนา และนางพลัด พันธุเสนา พระครูอินทรรสนาจารย์
ทำการก่อสร้างอยู่ ๔ ปีจึงสำเร็จบริบูรณ์ (ไม่ทราบว่าสิ้นเงินเท่าใด)
มีงานสมโภชเมื่อวันที่ ๔-๖ มีนาคม
พ.ศ.๒๔๗๑ ถึงปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๗๒ ทางจัดได้จัดให้มีงานนมัสการและปิดทอง
และจัดเป็นงานประจำปีสืบมา (ตามปรกติมีงาน
ในเดือนมกราคม) พระโตนี้สูง ๑๖ วาเศษ เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่ง
นอกจากสร้างพระพุทธรูปใหญ่เป็นอนุสรณ์ดังกล่าวแล้ว เจ้าพระคุณสมเด็จฯ
ยังได้สร้างถาวรวัตถุสถานอื่นๆ อีกหลายอย่าง คือ
สร้างกุฎเล็กๆ ไว้ที่วัดอินทรวิหาร ๒ หลัง ทางด้านทิศใต้ ให้โยมผู้หญิงและโยมผู้ชายปั้นด้วยปูนขาวอยู่ในกุฎนั้นด้วย
แต่รูปนั้นหักพัง
เสียนานแล้ว
สร้างศาลาไว้หลังหนึ่งที่ปากคลองวัดดาวดึงส์ อยู่ในน้ำข้างอูซุงของหลวง
กว้างราว ๕ วาเศษ ในศาลานั้นมีอาสน์สองฆ์อยู่ด้านใต้
ที่กลางศาลามีธรรมาส์ ๒ ธรรมมาสน์ศาลานี้อยู่ติดกับบ้านท่านราชพิมลฯ
เป็นอุปฏฐาก ท่านไปบิณฑบาตที่ไหนมาแล้วก็ไปแวะฉัน
ที่ศาลานี้เนืองๆ ฉันแล้วก็ขึ้นธรรมาสน์เทศน์ มีสัตบุรุษมาฟังกันมาก
เมื่อท่านราชพิมลฯถึงแก่กรรมแล้ว ท่านก็เหินห่างไปไม่ใคร่ได้มา
ที่ศาลานี้ ครั้นต่อมาท่านไหสร้างศาลาไว้อีกหลังหนึ่งอยู่ในละแวกบ้านลาว(ในรัชกาลที่
๑ เวียงจันทร์ขึ้นกับไทย ฝ่ายไทยได้นำลาวเชลย
มามาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ตำบลนี้ซึ่งเดิมเรียกว่าตำบลไร่พริกให้เป็นที่อยู่
ของพวกเชลย
เหล่านั้นสืบมา) ข้างตรอกวัดใหม่อมตรส บางขุนพรหมมุงด้วยจาก
เป็นหอฉันของท่านเหมือนหลังก่อน นายเกือบเป็นอุปัฏฐาก
สร้างวิหาร ๑ หลัง ใกล้ศาลาหลังที่กล่าวมา วิหารนั้นกว้างประมาณ
๓ วา ยาวประมาณ ๕ วาเศษ ฝาผนังก่อด้วยอิฐถือปูน หลังคามุงจาก
ในวิหารนั้นก่อพระพุทธรูปด้วยอิฐปูนองค์หนึ่ง หน้าตักกว้าง ๒
ศอก หันพระพักตร์เข้าผนังด้านตะวันออก องค์พระห่างฝาผนัง
๑ ศอก ทางด้านตะวันตกนั้นมีเจดีย์ก่อด้วยอิฐถือปูนองค์หนึ่ง
ฐานล่างกว้างประมาณ ๒ ศอก ห่างจากผนังราว ๑ ศอกเศษ วิหารนี้
ท่านควรจะสร้างไว้วัดใดวัดหนึ่งท่านห็ไมาสร้างท่านไปสร้างไว้ในละแวกบ้านซึ่งไม่ควรจะสร้าง
ต่อมาทางการ ได้ตัดถนนมาทางสามเสน
มาทางวิหาร วิหารก็ถูกรื้อหมด วิหารมีพระพุทธรูปเป็นเจ้าของ
พระพุทธรูปก็หันพระพักตร์เข้าผนังเสียดูประหนึ่ง ท่านจะทราบล่วงหน้า
ว่าวิหารนี้จะถูกถนนทับ จึงแกล้งสร้างไว้ดูเล่นฉะนั้น
สร้างพระโตนั่งกลางแจ้ง ที่วัดพิตตะเพียน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาองค์หนึ่ง
และสร้างพระยืนที่วัดกลาง ตำบลคลองข่อย
ใต้โพธารามแขวงจังหวัดราชบุรีองค์หนึ่ง ตามที่ได้ฟังมาว่าที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ
สร้างพระยืนที่วัดกลางนั้น เดิมเป็นป่ารกมาก ท่านเอาเงินสลึง
ชนิดกลมมาแต่ไม่ราบ เป็นอย่างเก่าโปรยเข้าไปในป่านั้น ไม่ช้าป่านั้นก็เตียนโล่งหมด
ท่านก็ทำการสร้างได้สะดวก (เข้าใจว่าท่านโปรยเงิน
เข้าไปในป่า แล้วจึงมีชาวบ้านมาถางป่าเพื่อค้นหาเงินจึงทำให้ป่าเตียน)
สร้างพระเจดีย์นอน ที่หลังโบสถ์วัดละครทำ ตำบลบ้านช่างหล่อ
จังหวัดธนบุรี ๒ องค์ นัยว่ามีผู้ลักลอบทำลายด้วยประสงค์จะ
ค้นหาพระสมเด็จฯ คงปรากฏอยู่แต่องค์ทางด้านเหนือ ซึ่งในเวลานี้ชำรุดทรุดโทรมมาก
(เมื่อพ.ศ.๒๔๘๑ ที่วัดระฆังฯ มีงานปิดทองรูปหล่อ
เจ้าพระคุณสมเด็จฯ และประกวดพระเจดีย์ทราย นายเปลื้อง แจ่มใส
บ้านช่องหล่อได้ก่อพระเจดีย์ทรายนอนองค์หนึ่งเข้าประกวด เขียนป้าย
ว่า "พระเจดีย์นี้จำลองแบบอย่างพระเจดีย์นอนของสมเด็จพระพุฒาจารย์ที่วัดละครทำ"
กล่าวกันว่า คณะกรรมการตัดสินให้ได้รับรางวัลที่ ๑
ดูเหมือนจะเป็นประเภทขบขัน) จนไม่สามารถจะทราบได้ว่ากว้างยาวเท่าใด
มลเหตุที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ จะสร้างพระเจดีย์นอนนั้น เล่ากัน
ว่าเกิดแต่ท่านได้ปรารภว่า ในชั้นเดิมพระเจดีย์ที่สร้างกันนั้นเป็นที่สำหรับบรรจุพระธรรม
เช่นคาถาแสดงอริยสัจจ์-เย-ธมฺมา เหตุปฺปภว่า....
ฯลฯ เรียกว่าพระธรรมเจดีย์ (ในหนังสือตำนานพุทธเจดีย์ พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงรานุภาพ
กล่าวว่า มูลเหตุแห่งธรรมเจดีย์
นั้น ในตำราไม่ได้กล่าวถึงเรื่องตำนาน แต่มีโบราณวัตถุปรากฏเป็นเค้าเงื่อนพอสันนิษฐานมูลเหตุที่เกิดขึ้นว่า
คงจะอาศัยพระพุทธบรรหาร
ซึ่งทรงแสดงแก่เหล่าเทวา พระสาวก เมื่อก่อนเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน
ว่าพระธรรมจะแทนพระองค์ต่อไป ดังนี้ เมื่อล่วงพุทธกาลมาแล้ว
ผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาบางพวกอยู่ห่างไกลพระธาตุเจดีย์
และพระบริโภคเจดีย์ที่มีอยู่ในครั้งนั้น จะไปทำการสักการะบูชาได้ด้วยยาก
ใคร่จะมีเจดีย์สถานที่บูชาบ้าง จึงมีผู้รู้พระบรมพุทธาธิบายแนะนำให้เขียนพระธรรมลงเป็นตัวอักษรประดิษฐานไว้เป็นที่บูชา
โดยอ้าง
พระพุทธบรรหารที่ตรัสว่า ธรรมจะแทนพระองค์นั้น จึงเกิดมีประเพณีสร้างธรรมเจดีย์ขึ้นอีกอย่างหนึ่ง)
แต่พระเจดีย์ที่สร้างกัน ในสมัยชั้นหลัง
ต่อมา ความประสงค์มาแปรเป็นเพื่อบรรจุอัฏฐิธาตุของสกุลวงศ์หรืออุทิศให้ผู้ตาย
แม้ได้บรรจุปูชนียวัตถุทำนองในพระศาสนา ไว้ด้วยก็ไม่นับ
ว่า เป็นพระเจดีย์ในพุทธศาสนา จัดเป็นอนุสาวรีย์เฉพาะบุคคล การที่เจ้าพระคุณสมเด็จฯ
สร้างพระเจดีย์นอนนั้น เป็นปริศนาอันหนึ่ง
ซึ่งหมายความว่า ต่อไปเบื้องหน้าจะไม่มีใครสร้างพระธรรมเจดีย์อีกแล้ว
(ประวัติเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ตั้งแต่หน้า ๒๑๔ เป็นต้นมาถึงตอนนี้
คัดมาจากต้นฉบับของหนังสือ "ประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์โต"
ของท่านมหาเฮง วัดกัลยาณ์ฯ แต่ดัดแปลงเป็นบางตอนเพื่อความเหมาะสม
ท่านผู้สนใจโปรดรอคอยฟังกำหนดการพิมพ์จำหน่าย หนังสือที่กล่าวนี้เป็นหนักฐานที่มีค่าควรแก่การศึกษา
ได้กล่าวชีวประวัติ
ของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ไว้โดยละเอียด)
|