หน้าหลักศูนย์พระเครื่องห้องแสดงพระวิธีเช่า-สั่งจองเว็บบอร์ดติดต่อโฆษณา
 
พระหูยานอยุธยา กรุราชบูรณะ
โดย จ.ส.อ. เอนก เจกะโพธิ์


พระหูยาน อยุธยา

พระหูยานอยุธยา กรุราชบูรณะ
•••••••••••••••••••••••••

พระนครศรีอยุธยาราชธานีไทย มีเอกราชได้ถึง 417 ปีมีพระมหากษัตริย์
ปกครองสืบราชสมบัติติดต่อกันมาถึง 34 พระองค์ตามพงศาวดาร และประวัติศาสตร์
ปรากฏว่ายังไม่มีธานีใดของไทยในแหลมทองที่มีอายุยืนนานเท่าสักแห่งเดียว

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และชาวต่างประเทศที่เข้ามาในสมัยนั้น ได้เขียนเป็น
ภาษาต่างๆ หลายเล่ม โดยได้กล่าวถึงสภาพของกรุงศรีอยุธยาในครั้งนั้นว่า
เป็นเมืองใหญ่โตมั่งคั่ง อุดมสมบรูณ์และสวยงามมาก ประชาชนพลเมืองร่ำรวย
มีพ่อค้าแม่ค้าต่างชาติเข้ามาค้าขายกันอย่างคับคั่ง

กรุงศรีอยุธยานั้น เดิมทีเป็นเพียงหัวเมืองของขอมเมืองหนึ่ง อยู่ริมแม่น้ำ
เจ้าพระยา ตรงที่แควป่าสักไหลมาบรรจบกัน เป็นเมืองเล็กๆ มีคนอยู่น้อย
เพิ่มมีความสำคัญขึ้นเมื่อพระเจ้าอู่ทอง (สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ) ได้ย้าย
เมืองหลวงมาจากอู่ทองมาตั้งขึ้นใหม่โดยเลือกเอาอยุธยาซึ่งเวลานั้นเรียกว่า
"อโยธนา" เป็นที่สร้างเมือง สร้างอำนาจ แล้วกลายเป็นเมืองหลวงที่สำคัญยิ่ง
ทางประวัติศาสตร์ไทยยุคหนึ่งในอดีต ดังเนื้อร้องและทำนองเพลงที่เราท่าน
ได้ยินได้ฟังมาแล้วแต่ต้น

พระเจ้าอู่ทอง คือพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรก ที่สร้างพระนครศรีอยุธยาและสถาปนาอาณาจักรไทย
ขึ้นทางฝ่ายใต้สืบเนื่องมาจากอาณาจักรสุโขทัยเมื่อ พ.ศ. 1983 การย้ายเมืองหลวงจากอู่ทองมาอยู่ที่อยุธยานั้น
เพราะว่าเดิมอู่ทอง เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนลำแม่น้ำจระเข้สามพัน ซึ่งเป็นลำน้ำใหญ่ แต่มาถึงสมัยนั้น กระแสน้ำในแม่น้ำ
เกิดเปลี่ยนทิศทางเกินไปทางอื่นลำน้ำเก่าจึงแห้งขอด เป็นเหตุให้เกิดการขาดแคลนน้ำ และเมื่อขาดแคลนน้ำก็มักจะมี
โรคระบาดเกิดขึ้นเนืองๆ ชาวเมืองจึงอยากจะไปหาที่อยู่ที่อาศัยตั้งเมืองใหม่ที่มีแม่น้ำ และมีที่ทำกินอันอุดมสมบรูณ์กว่า
จึงเลือกเอาเมืองอโยธยาเป็นราชธานีใหม่ เพราะว่าอโยธยาเป็นหัวเมืองเก่าของขอม อยู่ตรงทางร่วมของแม่น้ำเจ้าพระยา
แควป่าสัก และแม่น้ำลพบุรีมาบรรจบกัน จึงเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมทางน้ำ ทั้งทางเหนือและทางใต้ อโยธยา
อยู่ทางที่ราบทางภาคกลางของแหลมทอง มีลำน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานทำมาหากินของพลเมือง
อโยธยาเป็นเมืองหน้าด่านริมทะเลสามารถทำการค้าขายกับต่างประเทศได้

แรกทีเดียวนั้น พระเจ้าอู่ทอง อพยพครอบครัว ผู้คน สัตว์เลี้ยงมาตั้งอยู่ที่ ตำบลเวียงเหล็ก คือบริเวณที่เป็น
วัดพุทธไธสวรรค์ เวลานี้ ต่อมาที่ดินตรงนั้นซึ่งอยู่ตรงคุ้งน้ำ ถูกกระแสน้ำเซาะเว้าเข้าไปทุกที ไม่เหมาะที่จะตั้งราชธานี
ใหม่ได้ พระเจ้าอู่ทองจึงย้ายไปตั้งเมืองใหม่ที่ตำบลหนองโสน (บึงพระราม) จัดการสร้างเมืองอยู่เสร็จภายในเวลา 2 ปี
และได้จัดให้มีการทำพิธีราชาภิเษกใหม่ทรงพระนามว่า "พระรามาธิบดีที่ 1" และตั้งชื่อเมืองว่า กรุงเทพทวาราวดี
ศรีอยุธยา
เป็นรัฐอิสระทางฝ่ายใต้ เมื่อ พ.ศ. 1983 ไม่ขึ้นแก่กรุงสุโขทัยโดยเด็ดขาด

ความเจริญในด้านพระศาสนานั้น เมื่อสร้างกรุงศรีอยุธยาเรียบร้อยแล้ว พระเจ้าอู่ทองได้ทรงจัดสร้างวัดขึ้น ชื่อว่า
วัดพุทธไธสวรรค์ เมื่อ พ.ศ. 1896 และในปีต่อมา พ.ศ. 1900 ได้สร้างวัดขึ้นอีกชื่อว่าวัดป่าแก้ว และสร้างวัดอีกหลายๆ
แห่งในบริเวณเมืองทั่วไป
เรียกได้ว่าสมัยอยุธยานั้น ความเจริญในด้านพระพุทธศาสนาสูงสุดสมัยหนึ่ง มีวัดวาอาราม
เกิดขึ้นโดยทั่วไปทุกหย่อมหญ้าทีเดียว ช่วงระยะเวลาอันยาวนานของกรุงศรีอยุธยาที่มีพระบรมกษัตริย์ไทยปกครอง
บ้านเมืองมาถึง 34 พระองค์ความเจริญและล้าหลังย่อมมีขึ้นแน่ พระบรมกษัตริย์แต่ละพระองค์ที่ปกครองบ้านเมืองมา
ทรัพย์สมบัติอันล้ำค่ามหาศาลในสมัยอยุธยานั้น ได้ถูกบรรจุไว้ในกรุมหาสมบัติ ในวัดวาอารามต่างๆ เช่น ในวัดราชบูรณะ
และวัดอื่นๆ โดยทั่วไป
โดยพระบรมกษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ หรือเครือญาติของผู้มั่งคั่ง ไว้บรรจุไว้ โดยการหนีภัย
สงครามหรือเพื่อเจตนาสืบทอดพระศาสนาก็ดีนั้น ในโบราณสถานที่เป็นพระปรางค์คู่เจดีย์ ศาสนาโดยทั่วๆไปในจังหวัด
อยุธยา ล้วนเป็นของมีค่าอย่างใหญ่หลวง บางอย่างก็ได้บรรจุไว้ บางอย่างก็ไม่อาจจะบรรจุไว้ นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรม
อันล้ำค่าของชาติ ที่มีบรรพบุรุษได้สร้างสมไว้ให้เราท่านทั้งหลายได้ชื่นชมกันมาจนกระทั่งทุกวันน
ี้

หลังจากที่พม่าข้าศึกได้ทำลายเผาผลาญ กวาดต้อนผู้คนพร้อมทั้งทรัพย์สมบัติอันมีค่ามหาศาลไปจนหมดสิ้น
เมื่อวันที่ 7 เมษายน พุทธศักราช 2310 รัชสมัยของพระเจ้าเอกทัศน์ อยุธยาได้สูญสิ้นอิสรภาพ สูญสิ้นทรัพย์สมบัติ
แม้กระทั่งวัดวาอารามโดยสิ้นเชิง ผู้คนพลเมืองระส่ำระสายตกเป็นทาสแตกเป็นกิ๊กเป็นเหล่า ทิ้งความเศร้าอาดูร
ไว้เป็นอดีต เป็นวันสิ้นสุดแห่งกรุงศรีอยุธยา แต่ประวัติศาสตร์ได้จารึกความเป็นมาอันยาวนานของกรุงศรีอยุธยา
ให้ปรากฏอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย

เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกแล้ว บรรดาเหล่าโบราณสถานในเมืองกรุงเก่าและบริวารเมืองทั่วๆ ไปก็ได้ถูกขุดค้น
หรือทำลายเพื่อหาสิ่งของมีค่ากันขนานใหญ่
มีบันทึกของชาวยุโรปที่เข้ามาเมืองไทยในแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรีว่า
คนไทยและคนจีนต่างขุดค้นหาสมบัติในเจดีย์ แล้วหลอมโลหะมีค่าแปรรูปส่งขายไปต่างประเทศโดยทางเรือสำเภาจีน
เขาบรรยายไว้ว่า เดินทางไปทางไหนก็เต็มไปด้วยเถ้าถ่านและควันขโมง วัดวาอารามเสมือนเตาเผาหลอมโหละ ส่วนบาน
ประตูหน้าต่างและหน้าบันที่จำหลักลวดลายอย่างงดงามจับใจ
ถูกนำมาใช้เป็นผืนหลอมโลหะ ในแผ่นดินรัตนโกสินทร์
ตั้งแต่รัชกาลที่ 3 เป็นตันมาได้มีการกวดขัดเอาผิดแก่ผู้ลักลอบขุดค้นโบราณสถานอย่างเข้มงวด แต่ก็มีการขุดค้นทำลาย
อันอยู่เสมอ ดังข่าวใหญ่ในปลายรัชกาลที่ 5 ได้มีคนร้ายลักขุดกรุพระเจดีย์สามองค์ วัดพระศรีสรรเพ็ญช์ ขนเอาเครื่องทอง
และของมีค่าส่งไปขายร้านขายทองที่หัวรอถึง 3 คันรถลาก ร้านทองได้หลอมทำลายเครื่องทองรูปพรรณของเครื่องทอง
เหล่านั้น ซึ่งมากด้วยคุณค่า มากด้วยความงาม มากไปด้วยศิลปะ และความหมายของศรัทธาปสาทะ ให้กลายเป็นทองแท่ง
ภายในคืนเดียว
ในปี พ.ศ. 2499 กระทรวงวัฒนธรรมในสมัยนั้นได้ให้กรมศิลปากรบูรณะซ่อมแซมโบราณสถาน ในตัวเกาะ
เมืองกรุงเก่า บังเอิญได้พบกรุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระเงินพระทองเป็นจำนวนมากที่วัดมหาธาตุในเดือนกันยายน
ปี พ.ศ. 2500 มีคนร้ายลักลอบขุดพระปรางค์ วัดราชบูรณะได้ของมีค่าไปมากมาย ว่ากันว่าได้ทองคำนำไปขายร้านทอง
มีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม จนร้านทองไม่มีเงินพอที่จะรับซื้อหมดแสดงว่าได้มีการขุดค้นกันมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร
ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ (ลักขุด)

บาปกรรมนั้นผู้กระทำย่อมหนีไม่พ้น ยิ่งของมีค่าเหล่านั้นเป็นของสูง เป็นสมบัติของแผ่นดินปรากฏว่ามีคนร้ายคนหนึ่ง
ได้ของที่แบ่งปันส่วนกันมาแล้วกินเหล้าเฮฮา ฉลองความร่ำรวยของตน พอเมาได้ที่ ก็ไปคว้าพระแสงทองคำขึ้นรำป้อ
อวดเพื่อนฝูง ความเข้าหูตำรวจจึงจับตัวคนร้ายได้เกือบหมดที่หนีพ้นไปก็เจอพิบัติต่างๆ นานา นี่แหละ ผลกรรมที่สนอง
ให้เห็นทันตาเห็น หรือไม่ก็แรงสาบแห้งของเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้นที่ตั้งใจอุทิศไว้เพื่อเป็นสมบัติของแผ่นดิน

ของที่ทางราชการตามคืนมาได้บ้างเป็นบางส่วน ต่อมากรมศิลปากรและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขุดกรุวัดราชบูรณะต่อจาก
ที่คนร้ายขุดไว้เพื่อเอาของมีค่ามาเก็บรักษาไว้ให้หมด จะได้ไม่มีใครทำลายอีก สิ่งที่มีค่าพบมีมากมาย ล้วนทำด้วยทองคำ
และอัญมณี เช่น พระพุทธรูป เครื่องราชูปโภคและเครื่องประดับ ประมาณ พ.ศ. 2501 ขณะที่เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรทำ
บันไดให้ประชาชนลงไปชมภาพเขียน ในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะก็ได้พบกรุพระพิมพ์ซ่อนอยู่นับแสนองค์ ในจำนวนนี้
มีพระพิมพ์คู่หนึ่งซึ่งประชาชนทั่วไปเรียกว่า พิมพ์พระหูยาน กรุวัดราช ดังที่ท่านเห็นในรูปนี้ ทางราชการได้นำพระพิมพ์
ออกให้ประชาชนเช่าบริจาค ได้เงินประมาณ 3 ล้าน 5 แสนบาท ด้วยปฐมเหตุนี้เอง จึงสามารถนำเงินมาสร้างพิพิธภัณฑ์
ครุภัณฑ์ สถานีตำรวจ วังโบราณและอื่นๆ ขึ้นได้


พระหูยาน อยุธยา

วัตถุโบราณในกรุวัดราชนี้ โดยมากเป็นเครื่องทองที่สุกปลั่ง มีแสงแวววับ เครื่องราชูปโภคที่สำคัญๆ
ความวามหรือความดีมีค่านั้นไม่ต้องพูดถึง มีอาทิพระแสงดาบทองคำด้ามแก้วผลึก เครื่องราชากกุธภัณฑ์ทองคำจำลอง
พระพุทธรูปทองคำ พระพิมพ์ดุน พระปรางทองคำ พระเจดีย์ทองคำ ช้างทรงเครื่อง เครื่องอุปโภค เช่น ลูกมหาก ,ตลับ,
แผ่นทองคำ,รูปสัตว์หินพานต์ กระทั่งเครื่องประดับ เช่น สร้อย ลูกประคำ, กำไล,แหวน,กระพรวน, เครื่องประดับศรีษะ
ทั้งหญิงชาย นอกจากนั้นก็มีเครื่องปั้นดินเผาที่มีปฏิมากรรมสมัยต่างๆ มากมายที่สุดที่จะพรรณา

ขอย้อนมากล่าวถึงพระเครื่อง ซึ่งมีชื่อเรียกกันว่า พระหูยานนั้น เป็นพระพิมพ์หนึ่งที่ขุดค้นพบจากกรุวัดราชบูรณะ
อยุธยา ที่มีศิลปะและปฏิมากรรมคล้ายคลึงกับพระหูยานกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุลพบุรีมากที่สุด
แม้แต่เนื้อพระ ส่วนสัด
และองค์ประกอบของพระพิมพ์นี้จะมีลักษณะใกล้เคียงกันมาก ผิวพรรณวรรณตลอดจนกระทั่งคราบกรุ ความแห้งของ
ผิวพระมีส่วนใกล้เคียงกัน แต่มีส่วนขององค์ประกอบของศิลปะผิดกันอยู่บ้าง ซึ่งทำให้เรามองออกว่าพระพิมพ์นี้ขึ้นจาก
กรุไหนได้อย่างถูกต้อง พระหูยานอยุธยานั้น เป็นพระพิมพ์หนึ่งที่มีศิลปะของสกุลช่างลพบุรี โดยฝีมือช่างได้คัดลอก
เลียนแบบมาจากพระหูยานลพบุรี มีจุดสังเกตุและองค์ประกอบของศิลปะผิดแผกแตกต่างกันไปบ้าง ถ้าเรามองดูอย่าง
ผิวเผินจะมีส่วนสัดที่คล้ายคลึงกันที่สุด เพราะพระหูยานกรุวัดราชบูรณะอยุธยานี้มีองค์พระเท่ากับหูยานกรุลพบุรี
ความสูงค่าจะมีขนาดไล่เลี่ยกัน แต่มีส่วนสำคัญที่เราสามารถแยกออกได้นั้น ว่าเป็นพระหูยานของอยุธยา หรือของลพบุรี
อยู่ตรงมุ่นพระเกศมาลา พระหูยานของลพบุรีไม่มีเกลียวลวด (ขยัก) เป็นสองชั้นเหมือนกับหูยานอยุธยา (จะมีเกลียวลวด
2 ชั้น) พระเกศมาลาเหมือนฝาละมี (ฝาชี) ครอบสำหรับพระหูยานลพบุรีที่เห็นและพบโดยมากจะไม่มีเกลียวลวด ส่วนอื่นๆ
นั้นมีที่ใกล้เคียงกันที่สุดบางคนที่ดูไม่ออกก็เข้าใจผิดก็มี สำหรับคนที่ดูเป็นและศิลปะออกก็จะรู้ได้ทันที ความแห้ง, สนิมกรุ,
ผิวฟ้าของพระองค์พระ, รอยระเบิด หรือรอยผุกร่อนของพระนั้น แล้วแต่จะถูกความอับชื้นมากน้อยแค่ไหนพระองค์ใด
ถูกน้ำมาก พระองค์นั้นจะผุกร่อนได้มากกว่า พระที่ไม่ถูกน้ำ เนื้อชินและนวล ปรอทยังติดขาวผ่องอยู่ก็มี(เหมือนพระใหม่)
แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นพระเก่าที่น่าสนใจมากทีเดียว เพราะนับวันจะหายากขึ้นทุกขณะ

พระหูยาน ลพบุรี

พระกรุวัดราชบูรณะ นี้มีจำนวนมาก ถึงแม้ว่าศิลปะการช่างจะไม่เรียบร้อยหรือด้อยความงามไปบ้างเป็นบางส่วน
แต่ก็น่าเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติเช่นเดียวกับพระปรุหนัง พระวัดะไกร หน้าครุฑ, พระขุนแผนเคลือบ ฯลฯ

สรุปสาระสำคัญเรื่องพระหูยานกรุวัดราชบูรณะในทางประวัติศาสตร์ มีดังนี้

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (พ.ศ. 1967-1991) โปรดให้สร้างขึ้นตรงที่พระราชทานเพลิงศพเจ้าอ้ายและ
เจ้าพระยา พระเชษฎา

พุทธศักราช 1967 สมเด็จพระอินทราชา สวรรค พระราชโอรส 2 พระองคือเจ้าอ้ายพระยา ครองเมืองสุพรรณบุรี
และเจ้ายี่พระยา ครองเมืองแพรก (สรรค์บุรี) ยกทัพเข้ามาชิงราชบัลลังก์หรือดรัทพยุทธหัตถี ได้ชนช้างกันที่เชิงสะพาน
ป่าถ่าน สิ้นพระชนม์ทั้ง 2 พระองค์ ยังเหลือเจ้าสามพระยาพระราชโอรสองค์ที่ 3 เสด็จลงมาจากเมืองพิษณุโลก ขึ้นเสวย
ราชสมบัติ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ พระราชบิดาและพระเชษฐาทั้ง 2 พระองค์
แล้วสถาปนาวัดราชบูรณะเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระอินทรราชา พระราชบิดา เชิงสะพานป่าถ่านด้านตะวันตก
บริเวณที่พระเชษฐาชนช้างกันสิ้นพระชนม์นั้น ทรงโปรดเกล้าฯให้สถาปนาเจดีย์ขึ้น 2 องค์ คงจะเแนที่บรรจุพระอัฐิของ
พระเชษฐาทั้ง 2 พระองค์

เดือนกันยายน พ.ศ. 2500 ผู้ร้ายลักลอบบุกรุกปรางค์ประธานได้ทรัพย์สมบัติเป็นเครื่องทองและของมีค่าไป
มากมายทางราชการได้จับกุมคนร้ายได้พร้อมของกลางไว้ได้เป็นบางส่วน กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการขุดค้นพบ
โบราณวัตถุ ทำจากทองคำ, พระพุทธรูป และพิมพ์ทำจากทองคำและชินอีกจำนวนมาก

และต่อมา พ.ศ. 2501 กรม ศิลปากร ทำบันไดเพื่อเป็นทางลงและไปชมภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในกรุที่พบ
สมบัตินั้นระหว่างดำเนินการได้พบกรุพระพุทธรูปและพระพิมพ์อีกจำนวนมาก พระพุทธรูปพระเครื่องที่ค้นพบครั้งนี้
ส่วนหนึ่ง คณะรัฐมนตรี อนุมัติให้แจกจ่ายแก่ประชาชนที่ร่วมบริจาคทรัพย์เพื่อสร้างพิธิภัณฑ์สถานแห่งชาติ
เจ้าสามพระยา เป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุที่ได้มาจากวัดราชบูรณะและจากแหล่งโบราณคดีอื่นๆ สืบมา

เพื่อเป็นการเผยแพร่เกียรติภูมิและสมบัติของชาติทางวัฒนธรรม และอารยธรรมของบรรพบุรุษไทย
นครประวัติศาสตร์แห่งนี้ได้รับการยกย่องและประกาศขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรมจากยูเนสโก
เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พุทธศักราช 2537 อันเป็นที่ภาคภูมิใจของชาวอยุธยาและคนไทยทั่วประเทศเป็นอย่างยิ่ง

ข้อเปรียบเทียบระหว่างพระหูยานกรุวัดราชบูรณะ กับพระหูยานกรุลพบุรี มีดังนี้

- จุดสังเกตของพระหูยานอยุธยาและองค์ประกอบของศิลปะ

1. พระเกศมาลาคล้ายฝาละมี (หรือฝาชี) มีเกลียวลวด 2 ชั้น ยอดบนสุดของพระเกศโดยมากแหลม คือจุดสำคัญ
ของพระหูยานศิลปอยุธยา
2. ใบหู (พระกรรณ) ไม่เห็นลายเส้นชัดเจนเหมือนพระหูยานกรุอื่นๆ ทำให้องค์ประกอบแห่งศิลป ขาดความสมบูรณ์
3. มีรอยแม่พิมพ์แตกด้านซ้ายขององค์พระทุกองค์
4. พระนาภี (สะดือ) บุ๋มลึก สังฆฏิจรดพระนาภี ทำให้แลดูสังฆาฏิเป็นแฉกๆ
5. บัวรองรับบางองค์ชัดเจนจนแลเห็นเกษรบัวเป็นเม็ดไข่ปลาสวยงาม บางองค์ไม่ชัดเจนและบางองค์จะเห็น
เป็นกลีบบัวซ้อนกันดูเป็นสองชั้นก็มี พระพักตร์จะดูอ่อนกว่าพระหูยานกรุลพบุรีเล็กน้อย

- จุดสังเกตของพระหูยานลพบุรีและองค์ประกอบของศิลปะ

1. พระเกศมาลาคล้ายดอกบัวตูม ไม่มีเกลียวลวด แต่มีรอยเส้นเฉียงทางด้านหน้าซ้ายองค์พระ 2 เส้น คล้ายมุ่นจุกผม
ยอดบนสุดจะมนกลมคล้ายก้นหอย
2. ใบหู (พระกรรณ) จะยานยาวจรดบ่า มีลวดลายเส้นสมบูรณ์แบบ
3. มีรอยแตกของพิมพ์ทางด้านขวาขององค์พระ
4. บัวรองรับชัดเจนมาก บางองค์แลเห็นเกสรบัวสวยงาม จะมีทั้งบัวค่ำและบัวหงายหูยานลพบุรีมีหลายพิมพ์ทรง
จุดสังเกตที่สำคัญที่สุดนี้คือ ยอดพระเกศไม่แหลม พระพักตร์จะมีความเคร่งขรึมมากกว่าพระหูยานกรุอื่นๆ

www.soonphra.com
ศูนย์พระดอทคอม
คลังข้อมูลพระเครื่องออนไลน์
ติดต่อโฆษณา ที่ ad@soonphra.com หรือ 01-6324576
Copyright 2002 Soonphra.com Allright Reserved